วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรคไข้ฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส ( Leptospirosis )


          ข่าวจากกรมควบคุมโรค เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2555 แจ้งเตือน “หนูออฟฟิศ” เสี่ยงโรคไข้ฉี่หนูเช่นกัน การติดต่อไม่แค่เดินย่ำน้ำ อาหาร-น้ำดื่ม-การหายใจก็มีโอกาส  ติดเชื้อได้ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า “โรคไข้ฉี่หนู” หรือ “เลปโตสไปโรซิส” พบได้เฉพาะในท้องทุ่งนาหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง “หนู” ที่อาศัยตามอาคารบ้านเรือน สำนักงานต่างๆ ก็เป็นพาหะของโรคเช่นเดียวกัน 

          สถานการณ์การระบาดของโรคไข้ฉี่หนู  ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ 1 มกราคม - 14 ธันวาคม 2554 พบผู้ป่วยทั่วประเทศจำนวน 3,699 คน เสียชีวิต 66 คน คิดเป็นอัตราป่วยเฉลี่ย 5 คนต่อประชากรแสนคน ถือว่ายังต้องพัฒนาแผนการเฝ้าระวังให้มากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้ได้รับทราบความรู้เกี่ยวกับโรคและการป้องกัน เรามาทำความรู้จักโรคไข้ฉี่หนูกันดีกว่าค่ะ

att3062554172748 

โรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis)
          เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ที่ระบาดในคน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เลปโตสไปร่า (Leptospira) มักจะพบการระบาดในฤดูฝนเชื้อจะปะปนอยู่ตามดิน โคลน แหล่งน้ำ น้ำตก แม่น้ำ ลำคลองได้นานเป็นเดือน เคยมีรายงานว่าอยู่ได้นาน 6 เดือนในที่ที่มีน้ำท่วมขัง โดยมีปัจจัยแวดล้อมเหมาะสม เช่น มีความชื้น แสงส่องไม่ถึง มีความเป็นกรดปานกลาง

การติดต่อของโรค
         สัตว์ที่นำเชื้อได้แก่พวกสัตว์แทะ เช่น หนู โดยเฉพาะ หนูนา หนูพุก รองลงมาได้แก่ สุนัข หมู วัว ควาย สัตว์เหล่านี้อาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่จะมีการติดเชื้อที่ท่อไต และปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะได้นานเป็นปีเลยทีเดียว เมื่อคนสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะเข้าทางแผล เยื่อบุในปากหรือตา บางรายงานระบุว่าผิวหนังปกติเชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ คนเรารับเชื้อได้ 2 วิธี ทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่นำเชื้อ ระหว่างสัตว์ต่อสัตว์ หรือคนต่อคนโดยเพศสัมพันธ์ ทางอ้อม โดยเชื้อที่ปนในน้ำ ในดิน เข้าสู่คนทางผิวหนัง หรือเยื่อบุที่ตา ปาก จมูก
 
2-29-2012 2-24-12 PM


อาการของโรคที่สำคัญ
อาการทางคลินิกของโรคแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม

  1. กลุ่มที่ไม่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง กลุ่มนี้อาการไม่รุนแรง หลังจากได้รับเชื้อ 10-26 วันโดยเฉลี่ย 10 วันผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของโรค ได้แก่ ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการอาจจะมีตั้งแต่ 1 - หลายวัน ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ระยะ

    1.1) ระยะเชื้อเข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้
    - ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะทันที มักจะปวดบริเวณหน้าผากหรือหลังตา บางรายปวดบริเวณขมับทั้งสองข้าง
    - ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่อง โคนขา กล้ามเนื้อหลัง และมีอาการกดเจ็บกล้ามเนื้อ
    - ไข้สูง 38-40 C เยื่อบุตาแดง
    อาการต่างๆ อาจอยู่ได้ 4-7 วัน นอกจากอาการดังกล่าว ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง
    การตรวจร่างกายในระยะนี้ที่สำคัญจะตรวจพบ ผู้ป่วยตาแดง มีขี้ตาหรือน้ำตาไหล คอแดง มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายมีผื่นตามตัว

    1.2) ระยะร่างกายสร้างภูมิ ระยะนี้ถ้าเจาะเลือดจะพบภูมิต่อเชื้อเพิ่ม ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นใหม่ ปวดศีรษะ คอแข็ง มีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง และมีเชื้อออกมาในปัสสาวะ
  2. กลุ่มที่มีอาการเหลือง หรืออาการรุนแรง กลุ่มนี้ไข้จะไม่หาย แต่จะเป็นมากขึ้นโดยพบมีอาการเหลือง และไตวาย มีผื่นที่เพดานปาก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตับและไตวาย ดีซ่าน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ อาจจะมีอาการไอ
    เป็นเลือด อาการเหลืองจะเกิดวันที่ 4 ของโรค ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตในระยะนี้หรือในต้นสัปดาห์ที่ 3 จากไตวาย
    อาการแสดงที่สำคัญ
              1. ภาวะเยื่อบุตาบวมแดงเกิดขึ้นในตาทั้งสองข้างภายใน 3 วันแรกของโรค และอยู่ได้นานตั้งแต่ 1-7 วัน อาจจะพบร่วมกับเลือดออกที่ตาขาวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
              2. กดเจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่น่อง
              3. มีเลือดออกแบบต่างๆ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น จุดเลือดออกตามผิวหนัง (petechiae) ผื่นเลือดออก (purpuric spot) เลือดออกใต้เยื่อบุตา (conjunctival haemorrhage) หรือเสมหะเป็นเลือด
              4. ผื่น อาจจะพบได้หลายแบบ ผื่นแดงราบ ผื่นแดง ผื่นลมพิษ
              5. อาการเหลือง มักเกิดวันที่ 4-6 ของโรค

638424

 การรักษา
           
ต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง รวดเร็ว และรับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยที่เสียชีวิต เกิดจากการมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไอเป็นเลือด ที่รุนแรง การหายใจล้มเหลว หรือไตวาย เป็นต้นการป้องกันโรค

การป้องกันโรค
          1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสปัสสาวะจากหนู สุนัข วัว ควาย หมู
          2. ไม่ใช้แหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรค หรือเห็นว่ามีหนูอยู่ชุกชุม
          3. สวมเครื่องป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ท ถุงมือ ขณะต้องทำงานสัมผัสน้ำ ลุยโคลน
          4. ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปล่อยค้างคืน โดยไม่มีภาชนะปกปิด

การควบคุมและกำจัดแหล่งรังโรค          1. กำจัดหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรค
          2. ปรับปรุงสุขาภิบาลที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมให้สะอาด
          3. ปิดฝาถังขยะ และหมั่นกำจัดขยะโดยเฉพาะเศษอาหาร ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
          4. พื้นคอกของสัตว์เลี้ยง ควรเป็นพื้นซีเมนต์ ผิวเรียบ ดูแลให้แห้งอยู่เสมอ ไม่ให้มีน้ำหรือปัสสาวะสัตว์ขังอยู่ ในช่วงการระบาดของโรคควรล้างและราดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเสมอๆ
          5. เมื่อสัตว์เลี้ยงป่วย ต้องแจ้งให้สัตวแพทย์รักษาโดยเร็ว

ที่มา http://www.phyathai.com/phyathai/new/th/specialcenter/popup_cms_tech_detail.php?cid=95&mid=Tips&subject=%E2%C3%A4%E4%A2%E9%A9%D5%E8%CB%B9%D9%20%CB%C3%D7%CD%E0%C5%BB%E2%B5%CA%E4%BB%E2%C3%AB%D4%CA%20(Leptospirosis)

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

สรุป7วันอันตรายตายเพิ่ม ปิดยอดเป็น 320 ราย

วันพุธที่ 18 เมษายน 2555 เวลา 10:38 น.
ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วันนี้ (18 เม.ย.) เวลา 11.00 น.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้เดินทางมาเป็นประธานปิดศูนย์แถลงตัวเลขสถิติอุบัติเหตุของวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของช่วง 7 วันอันตราย ว่า ได้มีอุบัติเหตุเกิดทั้งหมด 257 ครั้ง โดยจังหวัดนครสวรรค์เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 12 ครั้ง  มีผู้เสียชีวิต 38 ราย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตสูงสุดอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาและหนองบัวลำภู จังหวัดละ 4 ราย  บาดเจ็บ 261 ราย สูงสุดอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ 15 ราย

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน ระหว่าง วันที่ 11-17 เม.ย.55 เกิดอุบัติเหตุสะสมทั้งหมด 3,129 ครั้ง จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 125 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตสะสม 320 ราย สูงสุดอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 13 ราย  บาดเจ็บสะสม 3,320 ราย ผู้เสียชีวิตสูงสุดอยู่ที่จังหวัดเชียงราย 124 ราย สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ยังคงเป็นเมาสุรา ร้อยละ 39.21 (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.45) รองลงมาคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 21.57 ซึ่งทั้ง 2 สาเหตุนี้เป็นเหมือนกันทุกปี เช่นเดียวกับยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 82.14  รองลงมาคือ รถกระบะ ร้อยละ 9.72 ถนนที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ ถนน อบต.และถนนในหมู่บ้าน ร้อยละ 36.05  รองลงมาคือ ทางหลวงแผ่นดิน ร้อยละ 34.93 สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี มีที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ร้อยละ 27.66 (ลดลงกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 0.42)

ส่วนจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเลยในช่วง 7 วันที่ผ่านมา มีทั้งหมด 6 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคอีสาน 1 จังหวัด คือ นครพนม ภาคกลาง 1 จังหวัด คือ ตราด ภาคใต้ 4 จังหวัด คือ ตรัง , ปัตตานี , ระนอง , สตูล โดยจังหวัดนครพนมและตรัง จัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดโซนสีเหลือง (ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไม่เกิน 40 ราย) ปีนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต จะได้รับเงินรางวัลจังหวัดละ 3 แสนบาท ส่วนจังหวัดระนอง , ปัตตานี , ตราด , สตูล จัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดโซนสีขาว (ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไม่เกิน 15 ราย) ปีนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต จะได้รับเงินรางวัลจังหวัดละ 5 หมื่นบาทและเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว 2554 เกิดอุบัติเหตุสะสม 7 วัน 3,215 ครั้ง / เสียชีวิตสะสม 271 ราย / บาดเจ็บสะสม 3,476 ราย / เท่ากับว่าสงกรานต์ปีนี้ มีผู้เสียชีวิตสูงกว่าปีที่แล้ว 49 ราย
ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลาง จ.ตรัง นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ตรัง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 เป็นประธานในการแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย. พบว่า จ.ตรังเกิดอุบัติเหตุ 72 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 85 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต  โดยถือเป็นปีแรกของจ.ตรัง ที่ไม่มีผู้เสียชีวิต

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รมช.สธ.เตือนอันตรายกินเมล็ดสบู่ดำ...อาจถึงตาย


   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากสบู่ดำมีสารพิษที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าสารสกัดจากเมล็ดสบู่ดำมีสรรพคุณทางยา แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงสูง

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการปลูกต้นสบู่ดำกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้าน โรงเรียนและพื้นที่แปลงเกษตร เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเป็นไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซล แต่ไม่ได้เตือนถึงอันตรายของสบู่ดำ ทำให้ในแต่ละปีมีรายงานผู้ที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทุกส่วนของสบู่ดำ ทั้งใบ ยาง ผล และเมล็ดมีความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมล็ดสบู่ดำเป็นส่วนที่มีพิษเคอซิน (curcin) มาก   หากกินเมล็ดเข้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีอาการมือและเท้าเกร็ง หายใจหอบ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีสารพิษสูง กินเพียง 3 เมล็ดก็เกิดอันตรายได้ สำหรับวิธี ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากพบผู้ป่วยกินเมล็ดสบู่ดำ ให้ดื่มนมจำนวนมากๆ ทำให้อาเจียน หรือใช้ผงถ่านกัมมันต์ เพื่อดูดซับสารพิษและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ส่วนยางสบู่ดำมีสารพิษโฟบอลเอสเทอร์ (Phorbal estor) หากน้ำยางของสบู่ดำถูกผิวหนังจะเกิดการแพ้ ระคายเคือง ปวดแสบอย่างรุนแรง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่ทันที

 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ต้นสบู่ดำ ภาคเหนือเรียกว่า ละหุ่งฮั้ว ภาคอีสานเรียก มะเยา สีหลอด ภาคใต้เรียก หงเทศ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 3-5 เมตร มียางเหนียวสีเหลือง ผลมีรูปรี ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลืองแล้วเป็นสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด โดยสบู่ดำมีสรรพคุณใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนไทย แต่ต้องใช้โดยผู้ที่มีความรู้ การศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ เมื่อทำการทดสอบในหลอดทดลองมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ยาแคปซูลของสารสกัดแยกส่วนจากสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย คือ ท้องเดิน หรือเกิดอาการซีดและแม้ว่าได้ทำการแยกส่วนสกัดย่อยลงไปอีกก็ยังพบว่ายามีผลต่อการกดภูมิต้านทานแบบผันกลับได้ในผู้ป่วยเอดส์ ดังนั้นแม้ว่าการวิจัยทางคลินิกจะยุติลงเนื่องจากพบอาการข้างเคียง แต่หากมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยศึกษาการแยกสกัดสารที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงจากสารออกฤทธิ์ในเมล็ดสบู่ดำได้ รวมทั้งพัฒนาอนุพันธุ์ของสารออกฤทธิ์หรือศึกษาวิจัยในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ เช่น ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ฉวยโอกาส กระตุ้นภูมิต้านทาน ฯลฯ    สบู่ดำก็จะเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาสำหรับมนุษย์ต่อไป                                                             

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

     21 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=45003

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แจ้งการรับวัคซีนประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2555

การรับวัคซีนประจำเดือน  กุมภาพันธ์ 2555
แจ้งรับได้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555
จึงขอเรียนเชิญนำเด็กอายุ 0-5 ปีเข้ารับวัคซีน
ในเวลา 09.00-12.00 น. 
ณ  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แนะนำ รพ.สต.

แนะนำ รพ.สต.

ระเบียบ ข้อบังคับ

ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน