ครั้งที่ 1 วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2557 เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป
ครั้งที่ 2 วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2557 เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สปสช.จับมือกรมควบคุมโรคฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยง 3 ล้านโด๊สฟรี เริ่ม 1 พ.ค. 57 รองรับสถานการณ์ป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง
สปสช.จับมือกรมควบคุมโรค ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จำนวน 3 ล้านโด๊สฟรี ให้ประชาชน 4 กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันอันตรายโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ เผยปี 57 เริ่มฉีดเร็วขึ้น 1 เดือน เหตุสถานการณ์ป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง ฉีดเร็วขึ้นจะช่วยป้องกันโรค ประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับการฉีดวัคซีนพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2557 ได้ที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นายแพทย์ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ร่วมกับกรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2557 ซึ่งสปสช.ได้จัดสรรงบบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคระดับประเทศเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นค่าวัคซีนและการจัดการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในปี 2557 ใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ฟรีในทุกสิทธิการรักษา ทั้งสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนี้ 1.ทุกกลุ่มอายุที่มีโรคเรื้อรังสำคัญ 7 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งได้รับยาเคมีบำบัด และเบาหวาน 2.ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป 3.เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 4.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 4 เดือนขึ้นไป ทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3,000,000 โด๊ส สำหรับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจากผู้ป่วย 400,000 คน อยู่ในความรับผิดชอบของกรมควบคุมโรค ซึ่งจะเริ่มให้บริการพร้อมกับประชาชน
รองเลขาธิการสปสช. กล่าวต่อว่า จะเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2557 โดยปีนี้เริ่มการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เร็วกว่าทุกปี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ปี 2557 พบว่าสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราป่วยตายสูง ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยง ปีนี้จึงเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นเพื่อให้เกิดประสิทธิผลเร็วขึ้นในการป้องกันโรค ทั้งนี้ วัคซีนที่ฉีดเป็นชนิดที่ทำจากเชื้อตาย รวม 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น1 (A H1N1) ชนิดเอ เอช 3 เอ็น2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลกและวัคซีนยังใช้ได้ผลดี เนื่องจากเชื้อไม่มีปัญหากลายพันธุ์ แต่วัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกทั้งสายพันธุ์เก่าและใหม่ได้ ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-30 กรกฎาคม 2557 ได้ที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
ทั้งนี้ โรคไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว แต่ละปีไทยมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 9 แสนราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 3 หรือประมาณ 26,000 ราย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเช่น ปอดบวม ต้องรับรักษาในโรงพยาบาล เสียชีวิตปีละประมาณ 150 ราย จากข้อมูลการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1มกราคม – 18 เมษายน 2557 พบผู้ป่วยทั่วประเทศ 29,821 ราย เสียชีวิต 50 ราย กลุ่มอายุที่พบป่วยมากที่สุดคือเด็กและเยาวชน
ที่มา : http://61.19.108.37/nhso8/brnews_detail.php?newsid=453
นายแพทย์ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ร่วมกับกรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2557 ซึ่งสปสช.ได้จัดสรรงบบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคระดับประเทศเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นค่าวัคซีนและการจัดการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในปี 2557 ใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ฟรีในทุกสิทธิการรักษา ทั้งสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนี้ 1.ทุกกลุ่มอายุที่มีโรคเรื้อรังสำคัญ 7 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งได้รับยาเคมีบำบัด และเบาหวาน 2.ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป 3.เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 4.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 4 เดือนขึ้นไป ทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3,000,000 โด๊ส สำหรับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจากผู้ป่วย 400,000 คน อยู่ในความรับผิดชอบของกรมควบคุมโรค ซึ่งจะเริ่มให้บริการพร้อมกับประชาชน
รองเลขาธิการสปสช. กล่าวต่อว่า จะเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2557 โดยปีนี้เริ่มการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เร็วกว่าทุกปี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ปี 2557 พบว่าสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราป่วยตายสูง ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยง ปีนี้จึงเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นเพื่อให้เกิดประสิทธิผลเร็วขึ้นในการป้องกันโรค ทั้งนี้ วัคซีนที่ฉีดเป็นชนิดที่ทำจากเชื้อตาย รวม 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น1 (A H1N1) ชนิดเอ เอช 3 เอ็น2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลกและวัคซีนยังใช้ได้ผลดี เนื่องจากเชื้อไม่มีปัญหากลายพันธุ์ แต่วัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกทั้งสายพันธุ์เก่าและใหม่ได้ ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-30 กรกฎาคม 2557 ได้ที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
ทั้งนี้ โรคไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว แต่ละปีไทยมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 9 แสนราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 3 หรือประมาณ 26,000 ราย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเช่น ปอดบวม ต้องรับรักษาในโรงพยาบาล เสียชีวิตปีละประมาณ 150 ราย จากข้อมูลการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1มกราคม – 18 เมษายน 2557 พบผู้ป่วยทั่วประเทศ 29,821 ราย เสียชีวิต 50 ราย กลุ่มอายุที่พบป่วยมากที่สุดคือเด็กและเยาวชน
ที่มา : http://61.19.108.37/nhso8/brnews_detail.php?newsid=453
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557
กำหนดการแพทย์จากโรงพยาบาลอุดรธานีออกตรวจรักษาโรคทั่วไป
เดือน เมษายน 2557
วันที่ 8 เมษายน 2557
วันที่ 22 เมษายน 2557
วันที่ 8 เมษายน 2557
วันที่ 22 เมษายน 2557
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
กรมควบคุมโรคแนะประชาชนดูแลสุ ขภาพตนเอง
เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก
คร. แนะประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค แนะประชาชนดูแลสุขภาพตนเองและการมีสุขนิสัยที่ดี เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ช่วงเช้าอากาศหนาวเย็น และช่วงบ่ายอากาศร้อน อาจทำให้ประชาชนมีอาการไข้หวัดได้ นอกจากนี้ มีรายงานการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ย้ำเตือนประชาชนดูแลสุขภาพตนเองหมั่นล้างมือให้สะอาด ไอจามปิดปากปิดจมูก มีอาการหวัดสวมหน้ากากป้องกันโรค หากมีอาการไข้ ไอ หายใจหอบ และมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกหรืออยู่ในพื้นที่สัตว์ปีกป่วยตายหรือป่วยหลังเดินทางกลับจากประเทศที่มีรายงานผู้ป่วย ให้สวมหน้ากากป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคหยุดเรียนหรือหยุดงาน และรีบพบแพทย์
นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันช่วงปลายฤดูหนาวต้นฤดูร้อน ทำให้ช่วงเช้าอากาศหนาวเย็น และช่วงบ่ายอากาศร้อน ในบางวันมีฝนตก อาจทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เจ็บป่วยด้วยอาการไข้หวัด และจากที่มีข่าวทางสื่อมวลชน รายงานโรคไข้หวัดนกชนิด เอ เอช 7 เอ็น 9 ในต่างประเทศ โดยล่าสุดมีรายงานผู้ป่วยรายแรกของประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ร่วมกับมีสื่อมวลชนไทย รายงานโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และผู้เสียชีวิตนั้น อาจทำให้ประชาชนวิตกกังวลและตื่นตระหนกได้
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้มีการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ เอช7 เอ็น9 (H7N9) ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยในประเทศไทย และสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีรายงานพบในต่างประเทศ เช่น เอช10 เอ็น 8 (H10N8) และ เอช 5 เอ็น 1 (H5N1) ซึ่งไข้หวัดนกสายพันธุ์เหล่านี้ ห้องปฏิบัติการของประเทศไทยสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ ส่วนข่าวโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในจังหวัดเชียงใหม่ แท้จริงแล้วเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล หรือ โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (H1N1) ไม่ได้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือโรคไข้หวัดนกแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบให้กรมควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เข้มมาตรการเฝ้าระวังโรคร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด ทั้งในคนและสัตว์ปีกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมทั้งให้มีการสอบสวนโรค ป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค และให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างทันท่วงที
จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคโดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคตั้งแต่ 1 มกราคม 2557 - 9 กุมภาพันธ์ 2557 มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 4,685 ราย จาก 77 จังหวัด คิดเป็นอัตราป่วย 7.38 ต่อแสนประชากร มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และยังไม่พบการระบาดรุนแรงในประเทศไทย กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุด คือ อายุ 7-9 ปี (ร้อยละ 11.53) รองลงมา คือ อายุ 10-14 ปี (ร้อยละ 11.42) และ อายุ 25-34 ปี (ร้อยละ 10.91) จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด 5 อันดับแรกคือ พะเยา (45.78 ต่อแสนประชากร), ลำปาง (38.20 ต่อแสนประชากร), อุตรดิตถ์ (36.50 ต่อแสนประชากร), เชียงใหม่ (28.73 ต่อแสนประชากร) และระยอง (20.91 ต่อแสนประชากร)
เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น การไอหรือจามรดกัน หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น อาการเจ็บป่วยมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใด ด้วยอาการไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก ในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้มากกว่าผู้ใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
โรคไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาได้ การรักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลด
ให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี ไม่ควรออกกำลังกาย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ มากๆ และสวมหน้ากากป้องกันโรคอยู่เสมอ เพื่อป้องกัน
การแพร่กระจายโรคไปสู่ผู้อื่น ทั้งนี้ในกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ และผู้มีโรคอ้วน หากมีอาการสงสัยไข้หวัดใหญ่ ให้รีบมาพบแพทย์
ส่วนบุคคลทั่วไปหากมีอาการป่วยและอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ให้รีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษา ในกรณีที่มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่า 1 คน ในสถานที่ที่คนอยู่จำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานศึกษา โรงงาน สำนักงานต่างๆ แนะนำให้ผู้ป่วยหยุดเรียนหรือหยุดทำงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน ทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสมากๆ เช่น ลูกบิดประตู ราดบันใด โต๊ะอาหาร ด้วยน้ำผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป (สามารถทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ ได้) อย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง
นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า " การป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในประชาชนทั่วไป ได้แก่
1) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ในกรณีที่มือไม่เปรอะเปื้อนมาก
2) ไม่ใช้สิ่งของ เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น ร่วมกับผู้อื่น
3) ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
4) กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ นม ไข่ กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5) ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น และ
6) ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อโรคจากผู้ป่วย ควรปฏิบัติดังนี้
1) ต้องสวมหน้ากากป้องกันโรคอยู่เสมอ เมื่อให้การดูแลผู้ป่วย
2) หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย สัมผัสตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ผู้ป่วย
3) ดูแลสุขภาพอนามัยตนเอง หลังจากดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดหากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ หายใจหอบเหนื่อย ภายใน 7 วัน ให้มาพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสผู้ป่วยให้แพทย์ทราบ ประชาชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค 0-2590-3159 หรือ เว็บไซต์http://beid.ddc.moph.go.th หรือ สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422" นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติม
นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันช่วงปลายฤดูหนาวต้นฤดูร้อน ทำให้ช่วงเช้าอากาศหนาวเย็น และช่วงบ่ายอากาศร้อน ในบางวันมีฝนตก อาจทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เจ็บป่วยด้วยอาการไข้หวัด และจากที่มีข่าวทางสื่อมวลชน รายงานโรคไข้หวัดนกชนิด เอ เอช 7 เอ็น 9 ในต่างประเทศ โดยล่าสุดมีรายงานผู้ป่วยรายแรกของประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ร่วมกับมีสื่อมวลชนไทย รายงานโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และผู้เสียชีวิตนั้น อาจทำให้ประชาชนวิตกกังวลและตื่นตระหนกได้
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้มีการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ เอช7 เอ็น9 (H7N9) ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยในประเทศไทย และสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีรายงานพบในต่างประเทศ เช่น เอช10 เอ็น 8 (H10N8) และ เอช 5 เอ็น 1 (H5N1) ซึ่งไข้หวัดนกสายพันธุ์เหล่านี้ ห้องปฏิบัติการของประเทศไทยสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ ส่วนข่าวโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในจังหวัดเชียงใหม่ แท้จริงแล้วเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล หรือ โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (H1N1) ไม่ได้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือโรคไข้หวัดนกแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบให้กรมควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เข้มมาตรการเฝ้าระวังโรคร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด ทั้งในคนและสัตว์ปีกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมทั้งให้มีการสอบสวนโรค ป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค และให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างทันท่วงที
จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคโดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคตั้งแต่ 1 มกราคม 2557 - 9 กุมภาพันธ์ 2557 มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 4,685 ราย จาก 77 จังหวัด คิดเป็นอัตราป่วย 7.38 ต่อแสนประชากร มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และยังไม่พบการระบาดรุนแรงในประเทศไทย กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุด คือ อายุ 7-9 ปี (ร้อยละ 11.53) รองลงมา คือ อายุ 10-14 ปี (ร้อยละ 11.42) และ อายุ 25-34 ปี (ร้อยละ 10.91) จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด 5 อันดับแรกคือ พะเยา (45.78 ต่อแสนประชากร), ลำปาง (38.20 ต่อแสนประชากร), อุตรดิตถ์ (36.50 ต่อแสนประชากร), เชียงใหม่ (28.73 ต่อแสนประชากร) และระยอง (20.91 ต่อแสนประชากร)
เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น การไอหรือจามรดกัน หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น อาการเจ็บป่วยมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใด ด้วยอาการไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก ในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้มากกว่าผู้ใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
โรคไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาได้ การรักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลด
ให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี ไม่ควรออกกำลังกาย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ มากๆ และสวมหน้ากากป้องกันโรคอยู่เสมอ เพื่อป้องกัน
การแพร่กระจายโรคไปสู่ผู้อื่น ทั้งนี้ในกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ และผู้มีโรคอ้วน หากมีอาการสงสัยไข้หวัดใหญ่ ให้รีบมาพบแพทย์
ส่วนบุคคลทั่วไปหากมีอาการป่วยและอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ให้รีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษา ในกรณีที่มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่า 1 คน ในสถานที่ที่คนอยู่จำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานศึกษา โรงงาน สำนักงานต่างๆ แนะนำให้ผู้ป่วยหยุดเรียนหรือหยุดทำงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน ทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสมากๆ เช่น ลูกบิดประตู ราดบันใด โต๊ะอาหาร ด้วยน้ำผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป (สามารถทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ ได้) อย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง
นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า " การป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในประชาชนทั่วไป ได้แก่
1) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ในกรณีที่มือไม่เปรอะเปื้อนมาก
2) ไม่ใช้สิ่งของ เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น ร่วมกับผู้อื่น
3) ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
4) กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ นม ไข่ กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5) ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น และ
6) ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อโรคจากผู้ป่วย ควรปฏิบัติดังนี้
1) ต้องสวมหน้ากากป้องกันโรคอยู่เสมอ เมื่อให้การดูแลผู้ป่วย
2) หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย สัมผัสตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ผู้ป่วย
3) ดูแลสุขภาพอนามัยตนเอง หลังจากดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดหากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ หายใจหอบเหนื่อย ภายใน 7 วัน ให้มาพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสผู้ป่วยให้แพทย์ทราบ ประชาชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค 0-2590-3159 หรือ เว็บไซต์http://beid.ddc.moph.go.th หรือ สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422" นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติม
ที่มา สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค
โทรศัพท์: 0-2590-3855 โทรสาร: 0-2590-3386
วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556
อบต.พาพู่เปิดสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ
รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล จำนวน ๑๑ ตำแหน่ง ๑๑ อัตรา ดังต่อไปนี้
๑. ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครสอบแข่งขัน
๑.๑ ตำแหน่งสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๑ จำนวน ๒ ตำแหน่ง ๒ อัตรา ประกอบด้วย
(๑) เจ้าหน้าที่สุขาภิบาล จำนวน ๑ อัตรา
(๒) เจ้าหน้าที่การประปา จำนวน ๑ อัตรา
๑.๒ ตำแหน่งสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๒ จำนวน ๔ ตำแหน่ง ๔ อัตรา ประกอบด้วย
(๑) เจ้าพนักงานธุรการ จำนวน ๑ อัตรา
(๒) เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี จำนวน ๑ อัตรา
(๓) เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ จำนวน ๑ อัตรา
(๔) นายช่างโยธา จำนวน ๑ อัตรา
๑.๓ ตำแหน่งสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓ จำนวน ๕ ตำแหน่ง ๕ อัตรา ประกอบด้วย
(๑) เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จำนวน ๑ อัตรา
(๒) นักวิชาการศึกษา จำนวน ๑ อัตรา
(๓) นักวิชาการเกษตร จำนวน ๑ อัตรา
(๔) นิติกร จำนวน ๑ อัตรา
(๕) นักพัฒนาชุมชน จำนวน ๑ อัตรา
รายละเอียดhttp://www.naphu.go.th/index.php?name=news&file=readnews&id=22
๑. ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครสอบแข่งขัน
๑.๑ ตำแหน่งสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๑ จำนวน ๒ ตำแหน่ง ๒ อัตรา ประกอบด้วย
(๑) เจ้าหน้าที่สุขาภิบาล จำนวน ๑ อัตรา
(๒) เจ้าหน้าที่การประปา จำนวน ๑ อัตรา
๑.๒ ตำแหน่งสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๒ จำนวน ๔ ตำแหน่ง ๔ อัตรา ประกอบด้วย
(๑) เจ้าพนักงานธุรการ จำนวน ๑ อัตรา
(๒) เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี จำนวน ๑ อัตรา
(๓) เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ จำนวน ๑ อัตรา
(๔) นายช่างโยธา จำนวน ๑ อัตรา
๑.๓ ตำแหน่งสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓ จำนวน ๕ ตำแหน่ง ๕ อัตรา ประกอบด้วย
(๑) เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จำนวน ๑ อัตรา
(๒) นักวิชาการศึกษา จำนวน ๑ อัตรา
(๓) นักวิชาการเกษตร จำนวน ๑ อัตรา
(๔) นิติกร จำนวน ๑ อัตรา
(๕) นักพัฒนาชุมชน จำนวน ๑ อัตรา
รายละเอียดhttp://www.naphu.go.th/index.php?name=news&file=readnews&id=22
กำหนดการแพทย์ออกตรวจโรคทั่วไป ประจำเดือน มกราคม 2557
วันอังคารที่ 14 มกราคม 2557
และวันอังคาร ที่ 28 มกราคม 2557
ตั้งแต่เวลา 09.00 - 12.00 น. ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่
วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556
เตือน! ระวังโรคพิษสุนัขบ้า ล่าสุดดับเเล้ว 6 ราย
เตือน! ระวังโรคพิษสุนัขบ้า ล่าสุดดับเเล้ว 6 ราย

กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนภาคกลาง และภาคใต้ระวังโรคพิษสุนัขบ้า ปีนี้มียอดผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ขณะที่ปีที่ผ่านมาตลอดทั้งปีมีผู้เสียชีวิตเพียง 4 ราย
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ประเทศไทยปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ตามข้อตกลงร่วมกันในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน สำหรับประเทศไทย ได้มีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ประเทศไทยปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยเน้นการดูแลรักษาผู้ที่สงสัยได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าทุกราย ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องครบถ้วน รวดเร็ว
ในเดือนกันยายนนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการประชุมโรคพิษสุนัขบ้านานาชาติ ครั้งที่ 4 (The 4tH Rabies in Asia Conference : RIACON 2013) ณ โรงแรมชาเทรียม โฮเต็ล ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11 - 13 กันยายน 2556 เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งนวตกรรม ความสำเร็จในการป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การกำจัดโรคให้หมดไปจากพื้นที่ (Road to Rabies Free) ในภูมิภาคเอเชียตามเป้าหมายให้ได้
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าลดลงมาก จากปีที่สูงสุดใน พ.ศ. 2523 มีผู้เสียชีวิต 370 ราย ต่อมาทุก 10 ปี คือ พ.ศ. 2533, 2543, 2553 พบผู้เสียชีวิตลดลงตามลำดับ 185, 50 และ 15 ราย ในปี พ.ศ. 2554 และ 2555 พบผู้เสียชีวิตเหลือ 8 รายและ 4 ราย ตามลำดับ แต่ในปี พ.ศ. 2556 นี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม -5 กันยายน พบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 6 ราย ในอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี 2 ราย อำเภอขุขันธ์ จ.ศรีษะเกษ อำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี อ.ตาพะยา จ.สระแก้ว อำเภอสะเดา จ.สงขลา แห่งละ 1 ราย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาคกลางและภาคใต้ สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าน่าเป็นห่วง ต้องเร่งรัดฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว และต้องขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ ช่วยสอดส่องดูแลสุนัข แมว เนื่องจากระยะหลังพบว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้าในคนมากกว่าสุนัขจรจัด
“หากประชาชนถูกสุนัขกัดให้รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ ใส่ยาใส่แผลสด และรีบไปพบแพทย์ รวมทั้งเฝ้าระวังสุนัข แมว ที่มากัดเป็นเวลา 10 วัน หากสัตว์ตายระหว่างดูอาการ ให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อตัดหัวสุนัขส่งตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า และทำการป้องกัน ควบคุมโรคในชุมชน หากไม่มีการดำเนินการร่วมกันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่แล้ว จะทำให้โรคพิษสุนัขบ้า แพร่กระจายระบาดอยู่ในชุมชนนั้น และชุมชนใกล้เคียง และอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น” นพ.โอภาส กล่าว
ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556
สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี 2556
- จำนวนผู้ป่วยสะสม DHF+DF+DSS ณ วันที่ 2013-06-11 (สัปดาห์ที่ 23)
- จำนวนผู้ป่วย43,609ราย
- จำนวนผู้ป่วยตาย50ราย
- อัตราป่วยต่อแสนประชากร68.06
- อัตราตายต่อแสนประชากร0.08
- อัตราป่วยตาย (ร้อยละ)0.11
วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556
แจ้งออกหน่วยทันตกรรม
รพ.สต.ธาตุ วันที่ 3 มิ.ย. และ 17 มิ.ย.56
รพ.สต.นาพู่ วันที่ 4 มิ.ย. และ 18 มิ.ย. 56
รพ.สต.หลวง วันที่ 5 มิ.ย.และ 19 มิ.ย. 56
รพ.สต.นิคม วันที่ 6 มิ.ย. และ 20 มิ.ย. 56
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
งานมหกรรมวิชาการเครือข่ายนวัตกร
ร่วมงานมหกรรมวิชาการเครือข่ายนวัตกร ระบบหลักประกันสุขภาพอีสานตอนบน ครั้งที่ 5
ณ ศูนย์การค้าเซนทรัลพลาซ่า อุดรธานี
ระหว่างวันที่ 28-29 พ.ค.56
ร่วมจัดบู๊ทนิทรรศการนวัตกรรมแก้ไขปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน
และส่งผลงานเข้าประกวดได้
รางวัลชนะเลิศ
กำหนดการรับวัคซีน ประจำเดือน มิถุนายน พ.ศ.2556
กำหนดการรับวัคซีนประจำเดือน มิถุนายน 2556
วันที่ 17 มิถุนายน 2556 เวลา 08.00 - 12.00 น.
ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่
กำหนดการแพทย์ออกตรวจรักษาโรคทั่วไป ประจำเดือน มิถุนายน
กำหนดการแพทย์จากโรงพยาบาลอุดรธานี ออกตรวจรักษาโรคทั่วไป ประจำเดือน มิถุนายน 2556
ครั้งที่ 1 วันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2556
ครั้งที่ 2 วันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2556
วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556
กำหนดการแพทย์ออกตรวจ ประจำเดือน มีนาคม 2556
กำหนดแพทย์จาก รพศ.อุดรธานี ออกตรวจรักษาโรคทั้วไป ประจำเดือนมีนาคม 2556
ครั้งที่ 1 วันที่ 12 มีนาคม 2556
ครั้งที่ 2 วันที่ 19 มีนาคม 2556
ครั้งที่ 1 วันที่ 12 มีนาคม 2556
ครั้งที่ 2 วันที่ 19 มีนาคม 2556
กำหนดการฉีดวัคซีน เดือน มิถุนายน 2556
กำหนดการให้วัคซีน ประจำเดือน มีนาคม 2556
***วันที่ 15 มีนาคม 2556 เวลา 08.30 เป็นต้นไป***
ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่
***วันที่ 15 มีนาคม 2556 เวลา 08.30 เป็นต้นไป***
ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่
วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555
กำหนดการรับวัคซีน ประจำเดือน สิงหาคม 2555
แจ้งกำนดการการรับวัคซีนประจำเดือน สิงหาคม 2555
วันที่ 15 สิงหาคม 2555 เวลา 08.00 - 12.00 น.
ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่
วันที่ 15 สิงหาคม 2555 เวลา 08.00 - 12.00 น.
ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่
งดเหล้าเข้าพรรษามหากุศล
ปี 2555 นับเป็นปีมหามงคลยิ่ง เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะโอกาสฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การงดเหล้าเข้าพรรษาจึงนับเป็นอีกโอกาสอันดีที่ชาวไทยพุทธจะถือโอกาสปีดี ปีมหามงคลนี้อยู่ในศีลในธรรม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.ได้ริเริ่มจัดโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษามาตั้งแต่ปี 2546 ต่อเนื่องมาในปีนี้เป็นปีที่ 10 จึงได้จัดโครงการ 2,600องค์กร 2,600ครอบครัวและ 2,600คนต้นแบบ งดเหล้าเข้าพรรษามหากุศล
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส.กล่าวว่า การรณรงค์งดเหล้าดำเนินงานมาถึง 10 ปีแล้ว ในช่วงปีแรกที่เริ่มดำเนินงานนับว่าเกิดกระแสตื่นตัวอย่างมาก จากที่ในช่วงนั้นคนไทยลืมงดเหล้าเข้าพรรษาไป ทั้งๆ ที่อดีตนับเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ ซึ่งจนถึงวันนี้ น่าดีใจมาก ที่คนไทย 50%เข้าร่วมงดเหล้า โดย 80%เห็นด้วยกับงานนี้ โดยจากการสำรวจผลการดำเนินงานโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาช่วง 9 ปีที่ผ่านมา โดยเอแบคโพล พบว่า มีประชาชน ร้อยละ 81.1 เห็นด้วยกับโครงการนี้ และร้อยละ 50.6 เกิดความตระหนักในพิษภัย และพยายามลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยในปี 2546 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มรณรงค์ มีผู้ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษา ร้อยละ 40.6 ต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 53.3 จากจำนวนผู้ดื่มทั้งหมด 17 ล้านคน โดยเป็นผู้ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาตลอด 3 เดือน ประมาณ ร้อยละ 30 ของผู้ที่ดื่มทั้งหมด ประหยัดค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,857.3 บาทต่อคน รวมทุกคนที่งดดื่ม สามารถประหยัดเงินได้ 31,574 ล้านบาท การงดเหล้าทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น พ่อ-แม่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน ช่วยลดปัญหาทางสังคม
หากเอ่ยชื่อนายนรินทร์ แป้นประเสริฐ อาจไม่คุ้นหูนัก แต่สำหรับชาวชุมชนวัดโพธิ์เรียง ลุงนรินทร์ด้วยวัย 50 ปี กับตำแหน่งประธานชุมชนวัดโพธิ์เรียง กทม.เป็นบุคคลที่น่ายกย่องและเป็นต้นแบบอย่างมาก โดยเฉพาะการริเริ่มงดเหล้า
ลุงนรินทร์เล่าว่า ดื่มเหล้ามาตั้งแต่อายุ 18 ปี จนเมื่อปี 2540 ตัดสินใจทำบัตรเครดิตไว้สำหรับจ่ายค่าเหล้าเพียงอย่างเดียว ตกเดือนละเป็นหมื่นบาท เพราะช่วงนั้นติดเพื่อน ดื่มเหล้าเข้าสังคมเป็นประจำ ต่อมาในชุมชนมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ก็ใช้การรณรงค์ให้คนหันมาดื่มเหล้าดีกว่ายาเสพติด เพราะคิดว่าเหล้าเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับรุนแรงมากกว่าเดิม ยาเสพติดก็ไม่หมดไป เพราะยิ่งคนดื่ม ก็ยิ่งสร้างปัญหาสังคมมากขึ้น ทั้งทะเลาะวิวาท การลักขโมย จนกระทั่งปี 2550 ที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชน จึงคิดหาทางแก้ปัญหาโดยใช้หลักคิดว่าหากจะให้ยาเสพติดหมดไป ต้องเริ่มที่การเลิกเหล้าให้ได้ก่อน ดังนั้นจึงทำเป็นแบบอย่างให้กับคนในชุมชนปฏิบัติตาม“ผมก็เริ่มจากตัวเราเอง จัดงานบวชลูกชายผมจัดเป็นงานบวชปลอดเหล้า พิมพ์ในการ์ดเลยว่าไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใหม่ๆ ก็กลัวว่าจะไม่มีคนมา เพราะในงานไม่มีเหล้า ปรากฏว่าคนมาเต็มงาน ผมจัดโต๊ะจีน 50 โต๊ะ แล้วลองคิดดูว่าหากวันนั้นผมมีเหล้าในงาน ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 600 บาทต่อโต๊ะ ซึ่งเห็นชัดเจนเลยว่าผมประหยัดไปได้เยอะ ซึ่งก็มีแต่คนมาชื่นชม คนในชุมชนก็ทำตามเรา เห็นเราเป็นแบบอย่าง ตอนหลังปี 52 ผมเริ่มคุยกับร้านค้าในชุมชน 25 ร้านให้ปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สุดท้ายทุกร้านยินยอมปฏิบัติตาม แม้แรกๆ จะได้คำตอบว่าหากฉันทำแล้วร้านอื่นไม่ทำอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งผมต้องใช้เวลาเป็นปีในการสร้างความเข้าใจจนทุกร้านยอมปฏิบัติตาม ถึงวันนี้ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่เกิด ครอบครัวที่มีพ่อแม่ดื่มเหล้าก็ลดลง ลูกก็ได้ไปโรงเรียนตามปกติ เยาวชนในชุมชนก็มาพูดคุยกันมากขึ้น”ลุงนรินทร์กล่าว
ลุงนรินทร์ ยังกล่าวฝากไปถึงผู้นำชุมชนคนอื่นว่า “ผมให้กำลังใจครับว่าเรื่องแบบนี้ต้องเริ่มที่ผู้นำก่อน ถ้าเราควบคุมในชุมชนได้ ชัดเจนว่าปัญหาในชุมชนจะลดลงเลย ชุมชนเข้มแข็งไม่ใช่ว่าคนอื่นมาช่วย แต่หากเราให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมนั้นจะทำให้เข้มแข็งมากขึ้นครับ”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)



